ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย เนื่องจากประเทศเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ทำให้มีผู้สนใจลงทุนในธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเปิดโรงแรมหรือรีสอร์ทไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ และต้องผ่านขั้นตอนการขออนุญาตหลายส่วน หากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจมีโทษทั้งปรับ จำคุก หรือถูกสั่งปิดกิจการ
บทความนี้สรุปขั้นตอนการเปิดโรงแรมและรีสอร์ท แบบถูกกฎหมายและใช้งานได้จริง ตั้งแต่เริ่มต้นจนสามารถเปิดให้บริการได้
โรงแรมตามกฎหมายไทย
ตาม พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 โรงแรมหมายถึง สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการค้า ให้บริการที่พักแก่บุคคลทั่วไปในลักษณะ การพักชั่วคราว โดยเรียกเก็บค่าตอบแทน หัวใจสำคัญของนิยามตามกฎหมายคือ การให้บริการที่พักเพื่อการค้า ไม่ใช่การเช่าระยะยาวในลักษณะอพาร์ตเมนต์หรือที่อยู่อาศัยถาวร
หลักเกณฑ์การพิจารณาประเภทโรงแรม
กฎหมายไทยไม่ได้แบ่งประเภทโรงแรมตามจำนวนห้องเป็นลำดับตายตัว แต่พิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่
-
ลักษณะอาคาร
-
จำนวนห้องพัก
-
ความสูงของอาคาร
-
มาตรการด้านความปลอดภัย
-
ที่ตั้งและสภาพพื้นที่
ตัวอย่างลักษณะโรงแรมที่พบได้ในทางปฏิบัติ เช่น
-
โรงแรมขนาดเล็ก (ไม่เกิน 4 ห้อง) ซึ่งในบางกรณีอาจได้รับการยกเว้นการขอใบอนุญาต
-
โรงแรมทั่วไป
-
โรงแรมอาคารสูง
-
โรงแรมในพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่ควบคุมพิเศษ
แม้จำนวนห้องจะไม่ใช่เกณฑ์การแบ่งประเภทโดยตรง แต่มีผลต่อมาตรฐานความปลอดภัย การจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
เปิดโรงแรมโดยไม่ขออนุญาต ผิดกฎหมายหรือไม่
การประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกปรับรายวันจนกว่าจะเลิกกิจการ รวมถึงมีอำนาจสั่งปิดสถานประกอบการได้ทันที
ขั้นตอนที่ 1 : เตรียมเอกสารพื้นฐาน
เอกสารเกี่ยวกับที่ดิน
-
โฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
-
กรณีเช่าที่ดิน สัญญาเช่าต้องมีอายุคงเหลือไม่น้อยกว่า 3 ปี นับจากวันยื่นคำขอ
เอกสารผู้ขออนุญาต
-
บุคคลธรรมดา: บัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
-
นิติบุคคล: หนังสือรับรองบริษัท (ออกไม่เกิน 3 เดือน)
เอกสารอื่น ๆ
-
หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการ) พร้อมติดอากรแสตมป์
-
การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม โดยผู้ขอใบอนุญาตต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ
ขั้นตอนที่ 2 : ออกแบบอาคารและจัดทำแบบแปลน
แบบแปลนอาคารต้องจัดทำโดยสถาปนิกและวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง และต้องแสดงรายละเอียดครบถ้วน เช่น
-
ผังบริเวณโครงการ
-
แปลนอาคารทุกชั้น
-
ระบบไฟฟ้าและประปา
-
ทางหนีไฟ
-
ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย
การออกแบบต้องสอดคล้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และมาตรฐานความปลอดภัย
ขั้นตอนที่ 3 : ขออนุญาตก่อสร้างอาคาร
ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างต่อหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ที่โครงการตั้งอยู่
-
เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล
-
กรุงเทพมหานคร ยื่นที่สำนักงานเขต
เอกสารประกอบคำขอ ได้แก่
-
แบบแปลนที่ผ่านการรับรอง
-
เอกสารสิทธิในที่ดิน
-
รายงานการตรวจสอบดิน (กรณีอาคารสูง)
ระยะเวลาพิจารณาโดยเฉลี่ยประมาณ 30–45 วัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ
ขั้นตอนที่ 4 : ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม
เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ต้องยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม
-
กรุงเทพมหานคร: ยื่นต่อกรมการปกครอง
-
ต่างจังหวัด: ยื่นต่อที่ว่าการอำเภอ
เอกสารสำคัญ ได้แก่
-
คำขอรับใบอนุญาตโรงแรม
-
ใบอนุญาตใช้อาคาร (แบบ อ.6)
-
แบบอาคารที่ก่อสร้างจริง
-
แผนที่ตั้งสถานประกอบการ
-
หลักฐานการติดตั้งระบบความปลอดภัยครบถ้วน
เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสถานที่จริงก่อนพิจารณาออกใบอนุญาต
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ควรรู้
-
ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม: ไม่เกิน 40,000 บาท
-
ค่าธรรมเนียมรายปี: 40 บาทต่อห้องพักต่อปี
ค่าใช้จ่ายอื่นที่ควรเตรียม ได้แก่
-
ค่าสถาปนิกและวิศวกร
-
ค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงาน EIA (กรณีที่ต้องทำ)
-
ค่าติดตั้งระบบความปลอดภัย
-
ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายและการดำเนินการเอกสาร
-
ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดให้บริการ เช่น การทดลองเปิด (Soft Opening)
บทสรุป
การเปิดโรงแรมหรือรีสอร์ทไม่ใช่เพียงการมีที่ดินและก่อสร้างอาคารเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตาม พระราชบัญญัติโรงแรม กฎหมายควบคุมอาคาร และกฎหมายผังเมือง ตั้งแต่เริ่มต้น หากละเลยขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง อาจทำให้โครงการล่าช้า เสียค่าใช้จ่ายซ้ำ หรือเสี่ยงต่อการถูกสั่งปิดกิจการ
การวางแผนล่วงหน้า ตรวจสอบกฎหมายอย่างรอบคอบ ออกแบบให้ถูกต้อง และดำเนินการขออนุญาตอย่างเป็นระบบ คือหัวใจสำคัญของการลงทุนธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทอย่างยั่งยืน